Thai Financial News Intelligence
Latest article 15 min agoLatest analysis 30 min ago·20529 articles total
← News feed

โบรกอัพเป้า 4 หุ้น “บิ๊กแคป” ชูพื้นฐานแกร่ง-กำไรฟื้น

published 2 d ago · th · source ↗

Affected tickers

Per-ticker News Sentiment Indicator

  • KBANKanalyst_rating_change · positive · high

    CGSI upgraded the outlook for KBANK, citing that "การปล่อยสินเชื่อและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะเติบโตสูงขึ้น" and highlighting strong dividend yields.

Article body

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุว่า แนะนำ “ซื้อ” หุ้น ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 253 บาท พร้อมปรับเพิ่มประมาณการ EPS ในช่วงปี 2570-2571 เนื่องจากคาดการณ์ว่าการปล่อยสินเชื่อและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะเติบโตสูงขึ้น สะท้อนถึงความต้องการสินเชื่อของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่เริ่มฟื้นตัว รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจกองทุนรวมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้บริหาร KBANK คงเป้าหมายทางการเงินสำหรับปี 2569 ไว้เช่นเดิม แม้ว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อนับตั้งแต่ต้นปีจะอยู่ที่ 3.1% ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายทั้งปีที่ประเมินไว้ระดับ 0-2% แล้วก็ตาม ส่วนทิศทางรายได้ค่าธรรมเนียมในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ธนาคารประเมินว่าน่าจะเติบโตต่ำกว่าระดับ 22.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากโครงสร้างค่าธรรมเนียมใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะส่งผลกระทบต่อรายได้ในส่วนนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากประเมินว่า KBANK จะยังคงมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูงที่ 6.0-6.3% ในช่วงปี 2569-2571 และคาดว่า EPS จะเติบโตได้ดีในอัตรา 5.0-12.2% ในช่วงเวลาเดียวกัน ผนวกกับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่คาดว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth) อย่างไรก็ตาม หุ้นอาจมีปัจจัยเสี่ยง (Downside Risk) หากสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Underperforming Loans) ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น หรือในกรณีที่ ธปท. มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเชิงรุก ในขณะที่ปัจจัยบวกที่จะช่วยสนับสนุนราคาหุ้น ได้แก่ อัตราการตั้งสำรองหนี้สูญที่ต่ำกว่าคาดการณ์ในช่วงปี 2569-2570, ความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth ที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ พร้อมกันนี้ สินเชื่อยังมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขยายตัวในอัตรา 5.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน, เพิ่มขึ้น 4.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 3.3% เมื่อเทียบกับยอดสิ้นปี 2568 รับแรงหนุนจากกลุ่มสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันธนาคารยังคงดำเนินนโยบายการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้ากลุ่ม SME อย่างระมัดระวัง นอกจากนี้ คุณภาพสินทรัพย์มีทิศทางที่ดีขึ้น โดยอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในไตรมาส 2/2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.52% จากระดับ 3.65% ในไตรมาส 1/2569 กำไรไม่โต โดนขายยับ CGSI แนะซื้อ KBANK อัปเป้าใหม่ 253 บาท ชูยีลด์สูง 6% กำไรปี 70-71 โตเด่น ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุว่า KSS ปรับไปใช้ราคาเป้าหมายของปี 2570 สำหรับ บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ที่ 55.00 บาท หลังรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 1.21 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีกว่าที่ KSS คาดการณ์ไว้ 6% และดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ถึง 8% โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ที่ทำได้ดีกว่าคาด ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุน 3 ประการสำคัญ ได้แก่ 1.ธนาคารคาดว่าจะสามารถรักษาระดับอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ไว้ที่ 10% และรักษาอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ได้ในระดับสูงถึง 6% ต่อปี (โดยคาดการณ์การจ่ายปันผลสำหรับครึ่งแรกของปี 2569 ที่ 0.43 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทน 1.0%) 2.ธนาคารมีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่อยู่ในระดับต่ำ และ 3.คาดว่าธนาคารจะได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญจากรอบวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ของประเทศ สำหรับภาพรวมสินเชื่อของ KTB ยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยเติบโต 1.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และคิดเป็นการเติบโต 3.6% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นการขยายตัวครอบคลุมจากสินเชื่อทุกประเภท ด้านคุณภาพสินทรัพย์ธนาคารยังคงบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี โดยอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 2.92% เท่ากับช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 คิดเป็นสัดส่วน 51% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี ด้วยเหตุนี้ KSS จึงคงประมาณการกำไรสุทธิของ KTB ในปี 2569 ไว้ที่ 4.81 หมื่นล้านบาท สำหรับแนวโน้มในไตรมาสที่ 3/2569 คาดว่ากำไรสุทธิอาจปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการลดลงของเงินลงทุนใน FVTPL และพอร์ตการลงทุนอื่น แต่จะฟื้นตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ตามทิศทางของ NIM และรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ขณะที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด หรือ TNITY ระบุว่า ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC พร้อมปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเล็กน้อยเป็น 46.50 บาทต่อหุ้น (อิง PBV ที่ 0.65 เท่า) เพื่อสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของกำไรปกติในระยะถัดไป ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์และโพลีเมอร์ ที่คาดว่าจะเริ่มสะท้อนราคาขายผลิตภัณฑ์ PE ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 ทั้งนี้ คาดการณ์ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ของ PTTGC ว่ามีแนวโน้มรายงานกำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 9.5 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการพลิกฟื้นจากที่เคยขาดทุนสุทธิ 3.6 พันล้านบาทในไตรมาส 2/2568 และปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 196% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการฟื้นตัวของธุรกิจโอเลฟินส์ (Olefins) และโพลีเมอร์ (Polymer) ที่คาดว่าจะพลิกจากภาวะขาดทุนกลับมาทำกำไรได้อย่างโดดเด่น ภายหลังเกิดปัญหาอุปทานหยุดชะงัก (Supply Disruption) ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาและส่วนต่างราคา (Spread) ของผลิตภัณฑ์โพลีเอทิลีน (PE) ปรับตัวสูงขึ้น โดยคาดว่าส่วนต่างราคา HDPE-Naphtha จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 525 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 62% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่ส่วนต่างราคา LLDPE, LDPE และ PP ปรับตัวเพิ่มขึ้น 51-55% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ด้านอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ของกลุ่มโอเลฟินส์ฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ระดับ 95% จากระดับ 79% ในไตรมาส 1/2569 ขณะที่กลุ่มโพลีเมอร์มีอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 110% ซึ่งสะท้อนถึงการเร่งกำลังการผลิตเพื่อรับอานิสงส์จากอัตรากำไร (Margin) ที่ปรับตัวดีขึ้น สำหรับธุรกิจโรงกลั่น พบว่าค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ (Market GRM) ยังคงทรงตัวในระดับสูงราว 16.2-16.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ปริมาณการกลั่น (Throughput) ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 95-96% หรือประมาณ 138 พันบาร์เรลต่อวัน (KBD) เนื่องจากเผชิญข้อจำกัดด้านการส่งออกน้ำมันและระดับสินค้าคงคลังที่อยู่ในเกณฑ์สูง ส่วนธุรกิจอะโรเมติกส์ (Aromatics) มีทิศทางฟื้นตัวตามส่วนต่างราคา PX/BZ และได้รับแรงหนุนจากกำไรของผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By-product) โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ระดับ 87-90% ทางด้านกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์พิเศษ (Performance Materials) มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น จากต้นทุนคงที่ของ Vencorex ที่ปรับลดลง ประกอบกับผลประกอบการของ Allnex ฟื้นตัวตามปริมาณและอัตรากำไร ทั้งนี้ มองว่าผลประกอบการของ PTTGC ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังคงมีโอกาสฟื้นตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากอุปทานปิโตรเคมีที่เริ่มตึงตัวขึ้น และการทยอยลดกำลังการผลิตส่วนเกินในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม กำไรอาจมีแนวโน้มอ่อนตัวลงบ้างจากการที่อัตรากำไรของกลุ่มโพลีโอเลฟินส์ (Polyolefin) จะปรับเข้าสู่ระดับปกติที่ราว 250-300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน รวมทั้งค่าการกลั่นที่อาจปรับลดลงตามภาวะตลาด นอกจากนี้ ยังคงมีปัจจัยกดดันจากส่วนเพิ่มราคาน้ำมันดิบ (Crude Premium) ความผันผวนของราคาน้ำมัน และมาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันของภาครัฐ โดยฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ PTTGC ในปี 2569 และ 2570 ขึ้นเป็น 1.9 หมื่นล้านบาท และ 1.2 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ เพื่อสะท้อนถึงค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่แข็งแกร่งจากภาวะอุปทานตึงตัว ด้าน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS ระบุว่า ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และให้ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เป็นหุ้น Top pick ร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB พร้อมกันนี้ได้พิจารณาปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของปี 2569 ขึ้นเป็น 240 บาท จากเดิมที่ 188 บาท โดยอิงวิธี GGM ที่อัตราส่วน P/BV 0.77 เท่า (ปรับจาก 0.60 เท่า) สะท้อนสมมติฐาน LT-ROE ที่คงเดิมในระดับ 7.3% แต่มีการปรับลดต้นทุนของเงินทุน (COE) ลงเป็น 9.2% จากเดิม 11.5% ทั้งนี้ มูลค่าปัจจุบันที่หุ้นซื้อขายในระดับ P/BV 0.6 เท่า ฝ่ายวิจัยมองว่าหุ้นยังมีอัปไซด์ราว 20% และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยที่น่าสนใจราว 5% ต่อปี พร้อมกันนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรปี 2569-2571 โดยคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตเฉลี่ยที่ระดับ 3.7% (CAGR) ในช่วงเวลาดังกล่าว พร้อมประเมินว่ากำไรจะทยอยฟื้นตัว หนุนจากการกลับมาของการเติบโตของสินเชื่อที่ระดับ 2.0% ต่อปี รวมถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมที่คาดว่าจะเติบโตราว 2.0% ต่อปี และมีต้นทุนความเสี่ยงที่ทรงตัวในระดับ 1.10% นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่าการเติบโตของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจะต่ำกว่าการเติบโตของรายได้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรให้ทยอยปรับตัวดีขึ้น แม้อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงอาจจะยังคงเป็นปัจจัยกดดัน NIM ต่อไปก็ตาม Tags หุ้นเด่น BBL PTTGC KTB KBANK ธนาคารกสิกรไทย CGSI ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล