Thai Financial News Intelligence
Latest article 22 min agoLatest analysis 37 min ago·20529 articles total
← News feed

ดาวโจนส์ปิดร่วง 506 จุด กังวลค่าใช้จ่าย AI น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์

published 1 d ago · th · source ↗

Affected tickers

Per-ticker News Sentiment Indicator

  • GOOGLguidance_down · negative · high

    Alphabet's stock fell 7% as investors reacted negatively to the company's plan to increase capital expenditure on AI, described as "การปรับเพิ่มคาดการณ์รายจ่ายฝ่ายทุน (Capex)".

  • TSLAearnings_miss · negative · high

    Tesla shares fell 14.5% after reporting negative free cash flow and investor concerns over high capital expenditure for AI projects, described as "นักลงทุนไม่ประทับใจกับผลประกอบการไตรมาสที่ 2".

Article body

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯร่วงหนัก ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 506 จุด นักลงทุนกังวลค่าใช้จ่ายด้าน AI หลัง Alphabet และ Tesla ปรับเพิ่มคาดการณ์ ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” เบรนท์พุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ จากการโจมตีในตะวันออกกลาง ซ้ำเติมความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ดันบอนด์ยีลด์พุ่ง ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ร่วงลงอย่างหนัก เนื่องจากแนวโน้มการใช้จ่ายด้าน AI ล่าสุดจาก Alphabet และ Tesla สร้างความกังวลให้กับนักลงทุน ประกอบกับราคาน้ำมันพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการขยายตัวของการโจมตีในตะวันออกกลาง ได้ซ้ำเติมความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 51,711.65 จุด ลดลง 506.93 จุด, -0.97% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,408.30 จุด ลดลง 90.66 จุด, -1.21% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,137.69 จุด ลดลง 553.21 จุด, -2.15% แรงเทขายนำโดยกลุ่มเทคโนโลยี นักลงทุนไม่ประทับใจกับผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของ Alphabet และ Tesla ซึ่งเป็นบริษัทกลุ่ม Magnificent Seven (หุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ 7 ตัว) กลุ่มแรกที่รายงานผลประกอบการในรอบนี้ Alphabet บริษัทแม่ของ Google มีผลประกอบการรายไตรมาสที่แข็งแกร่งในแง่ปัจจัยพื้นฐาน แต่บริษัทเปิดเผยแผนการเพิ่มงบประมาณการใช้จ่ายท่ามกลางสถานการณ์ที่มีการใช้เงินสดจำนวนมาก ซึ่งการปรับเพิ่มคาดการณ์รายจ่ายฝ่ายทุน (Capex) เกิดขึ้นในจังหวะที่นักลงทุนกำลังจับตามองผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI อย่างใกล้ชิด ทางด้าน Elon Musk ซีอีโอของ Tesla ก็ระบุเช่นกันว่าปี 2026 จะเป็นปีที่บริษัทมีการใช้จ่ายด้านทุนในระดับสูงมาก โดยเน้นไปที่หุ่นยนต์ Optimus, บริการ Robotaxi และศูนย์ข้อมูล (Data Center) หุ้น Alphabet ร่วงลง 7% ฉุดให้ดัชนีกลุ่มบริการด้านการสื่อสาร ลดลง 5.20% ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ทำผลงานแย่ที่สุดในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรม ดัชนีกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ลดลงมากเป็นอันดับสอง โดยปิดตลาดลดลง 5.12% ปัจจัยหลักที่ฉุดดัชนีกลุ่มนี้คือหุ้นของ Tesla ที่ร่วงลง 14.5% หลังจากบริษัทรายงานตัวเลขกระแสเงินสดอิสระ (free cash flow) ติดลบในไตรมาสที่สอง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองปี ดัชนี CBOE Volatility Index หรือดัชนีวัดความวิตกของตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ปิดตลาดปรับตัวขึ้น 2.06 จุด มาอยู่ที่ระดับ 18.7 หลังจากที่ก่อนหน้านี้พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 20.3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบหนึ่งเดือน ตลาดยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ปิดเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และราคาน้ำมันดิบสหรัฐปิดเหนือ 92 ดอลลาร์ ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลางยิ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันทั่วโลก กองทัพสหรัฐได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศรอบใหม่ต่ออิหร่าน และอิหร่านได้ยิงใส่ฐานทัพสหรัฐในประเทศใกล้เคียง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐได้ให้คำมั่นว่าจะลงโทษทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่านและกลุ่มฮูตี หลังจากที่นักรบเยเมนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำในทะเลแดง การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ ก่อนการประชุมนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ครั้งต่อไปเพียงไม่กี่วัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้นสอดคล้องกับราคาน้ำมัน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ที่ระดับเหนือ 4.7% ในช่วงสั้นๆ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 4.37% อย่างไรก็ตาม บรรดาเทรดเดอร์ยังคงคาดการณ์ว่ามีโอกาสราว 64% ที่เฟด จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมสัปดาห์หน้า จากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ราคาหุ้น Lockheed พุ่งขึ้น 10.5% หลังจากบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายและกำไรสำหรับปี 2026 ส่วน RTX เป็นหุ้นที่ช่วยหนุนดัชนี S&P 500 มากที่สุดเป็นอันดับสอง โดยราคาปิดปรับตัวสูงขึ้น 7.3% หลังจากบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายและกำไรปี 2026 เช่นกัน อันเป็นผลมาจากความต้องการบริการซ่อมบำรุงเครื่องบินพาณิชย์และระบบทางทหารที่เพิ่มขึ้น ในด้านข้อมูลเศรษฐกิจ ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกปรับตัวลดลงอย่างผิดคาดสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1969 โดยอยู่ที่ระดับ 187,000 รายในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 210,000 ราย ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบอย่างหนักที่สุดในรอบกว่าสองสัปดาห์ โดยได้รับแรงกดดันจากผลประกอบการที่น่าผิดหวัง ถ้อยแถลงในเชิงเข้มงวดด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลาง และราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูง ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 639.27 จุด ลดลง 7.66 จุด, -1.18% ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,639.17 จุด ลดลง 77.80 จุด, -0.73% ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,299.09 จุด ลดลง 138.80 จุด, -1.64% ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,763.12 จุด ลดลง 392.29 จุด, -1.56% ดัชนี STOXX 600 เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ ตลอดเดือนนี้ เนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงคุกรุ่นได้ตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ แม้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม แต่ตลาดมองว่าถ้อยแถลงของประธานคริสติน ลาการ์ด เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน เคล้าส์ วิสเตเซน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคยูโรโซนของ Pantheon Macroeconomics กล่าวว่า ECB มีท่าทีที่เอนเอียงไปในทางสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (อย่างชัดเจน แม้มีการพิจารณาข้อมูลและการวิเคราะห์ต่างๆ ในช่วงเวลาจากนี้ไปจนถึงเดือนกันยายน แต่ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มราคาน้ำมันและสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเบรนต์ พุ่งแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุด นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม หลังจากกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนประกาศว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียจำนวน 2 ลำในทะเลแดง ส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันโลก การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบได้หนุนให้หุ้นกลุ่มพลังงานของยุโรป ปรับตัวขึ้น 1.54% ดัชนีกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มลดลง 4.1% โดยได้รับแรงกดดันจากหุ้นของ Nestle ที่ร่วงลงเกือบ 8% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1989 แม้บริษัทจะปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายแบบออร์แกนิกสำหรับทั้งปี แต่ก็ประกาศว่าจะขายธุรกิจบางส่วนในกลุ่มน้ำดื่มและเครื่องดื่มระดับพรีเมียมให้กับ Platinum Equity ด้านหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ลดลง 2.9% นำโดยหุ้น STMicroelectronics ที่ร่วงลง 17.7% หลังจากที่ผู้ผลิตชิปรายนี้คาดการณ์รายได้ไตรมาสที่ 3 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย ส่วนหุ้น BE Semiconductor ลดลง 7.3% ภายหลังการเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 2 อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นเกือบ 22% ของหุ้น Soitec หลังจากรายงานรายได้รายไตรมาสสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ได้ช่วยชดเชยการลดลงในภาพรวมลงได้บ้าง สำหรับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีความผันผวนและมีมุมมองที่แตกต่างกัน โดยนักลงทุนต่างเทขายหุ้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ (Hyperscalers) เช่น Alphabet เนื่องจากความกังวลเรื่องการใช้จ่ายด้าน AI ที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่บริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายดังกล่าวกลับต้องเผชิญกับแรงกดดันจากระดับราคาหุ้นที่สูงลิ่ว สำหรับหุ้นตัวอื่นๆ นั้น หุ้น TotalEnergies ปรับตัวขึ้น 2.5% หลังจากรายงานผลประกอบการรายไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและส่วนต่างกำไรจากการกลั่นน้ำมันที่อยู่ในระดับดี ด้านสายการบินราคาประหยัดอย่าง easyJet ปรับตัวขึ้น 2.7% แม้ว่ากำไรใน ไตรมาสที่ 3 จะลดลงถึง 70% ก็ตาม ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 5.36 ดอลลาร์ หรือ 6.17% ปิดที่ 92.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 6.62 ดอลลาร์ หรือ 7.04% ปิดที่ 100.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ———————————————————————————————————————————————————– Facebook icon Facebook Twitter icon Twitter LINE icon Line