← News feed
เปิดโครงสร้างน้ำมันไทย ทำไม “โรงกลั่น” ไม่ใช่ผู้กำหนดราคาหน้าปั๊ม
Article body
ประเด็นราคาน้ำมันเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแนวคิดที่ว่า หากภาครัฐเป็นเจ้าของโรงกลั่นน้ำมันเอง จะสามารถควบคุมต้นทุนและทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกลดลงได้ เพราะเมื่อรัฐสามารถบริหารจัดการตั้งแต่ต้นทาง หลายคนจึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้
อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจบทบาทที่แท้จริงของโรงกลั่นน้ำมัน รวมถึงโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ราคาน้ำมันที่ประชาชนจ่ายในแต่ละลิตรไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงกลั่นเพียงส่วนเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ต้นทุนการผลิต ภาษี กองทุนน้ำมัน ไปจนถึงต้นทุนการจำหน่าย
คำถามสำคัญที่ต้องเริ่มต้น คือ
“
โรงกลั่นน้ำมันทำหน้าที่อะไร”
หลายคนอาจเข้าใจว่าโรงกลั่นเป็นผู้ผลิตน้ำมัน แต่ในความเป็นจริง โรงกลั่นไม่ได้ผลิตน้ำมันดิบ โรงกลั่นทำหน้าที่นำเข้าน้ำมันดิบจากตลาดโลกเข้าสู่กระบวนการกลั่นและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป เช่น
น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันอากาศยาน และก๊าซ
LPG
กล่าวอีกนัยหนึ่ง
โรงกลั่นเป็นผู้เปลี่ยนวัตถุดิบอย่างน้ำมันดิบให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคาน้ำมันดิบซึ่งเป็นต้นทุนหลักของกระบวนการผลิต
WTI ปิดร่วง 2.88 เหรียญ รับความหวังจีนเร่งฟื้นเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน
“พลังงาน” ย้ำไทยสต็อกน้ำมันสำรอง 108 วัน มั่นใจไม่ขาดแคลน
ดังนั้น ไม่ว่าโรงกลั่นจะเป็นของภาครัฐหรือเอกชน โรงกลั่นยังคงต้องซื้อน้ำมันดิบจากตลาดโลกในราคาที่เปลี่ยนแปลงตามปัจจัยระหว่างประเทศ ทั้งราคาน้ำมันโลก สถานการณ์เศรษฐกิจ ความต้องการใช้พลังงาน รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศหรือเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลก
นอกจากต้นทุนน้ำมันดิบแล้ว โรงกลั่นยังมีต้นทุนการดำเนินงานอีกหลายด้าน ได้แก่ ค่าขนส่งน้ำมันดิบ ค่าไฟฟ้า ค่าเชื้อเพลิง ค่าแรง ค่าซ่อมบำรุงเครื่องจักร ค่าเสื่อมราคา และต้นทุนทางการเงิน
ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนแปลงเจ้าของโรงกลั่นเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้ต้นทุนน้ำมันลดลงโดยอัตโนมัติ เพราะต้นทุนหลักยังคงขึ้นอยู่กับราคาวัตถุดิบในตลาดโลกและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
ค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรทั้งหมดของโรงกลั่น
อีกประเด็นหนึ่งที่มักเกิดความเข้าใจผิด คือเรื่อง
“ค่าการกลั่น”
ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าเป็นกำไรของโรงกลั่นทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง ค่าการกลั่นเป็นเพียงส่วนต่างเบื้องต้นระหว่างมูลค่าผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตได้ กับราคาน้ำมันดิบที่ใช้เป็นวัตถุดิบ
ก่อนที่จะกลายเป็นกำไรสุทธิ โรงกลั่นยังต้องนำรายได้ส่วนนี้ไปหักต้นทุนการดำเนินงานต่าง ๆ ได้แก่ ค่าเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ค่าแรง ค่าบำรุงรักษา ค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ย ภาษี รวมถึงผลกำไรหรือขาดทุนจากการบริหารสต็อกน้ำมัน
ดังนั้น แม้รัฐจะเป็นเจ้าของโรงกลั่น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถจำหน่ายน้ำมันในราคาต่ำกว่าต้นทุนได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีผลกระทบ เพราะส่วนต่างระหว่างต้นทุนจริงกับราคาขายยังคงต้องมีผู้รับผิดชอบในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณภาครัฐ กองทุนของรัฐ หรือฐานะทางการเงินของกิจการ
ราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงกลั่นเพียงอย่างเดียว
ราคาน้ำมันที่ประชาชนเห็นตามสถานีบริการไม่ได้สะท้อนเฉพาะต้นทุนจากโรงกลั่น แต่เป็นผลรวมขององค์ประกอบหลายส่วนตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมน้ำมัน
โครงสร้างราคาน้ำมัน 1 ลิตร ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่
ต้นทุนเนื้อน้ำมัน
เป็นต้นทุนของน้ำมันสำเร็จรูปที่อ้างอิงกับราคาตลาดภูมิภาค โดยประเทศไทยใช้ราคาตลาดสิงคโปร์ (MOPS) เป็นหนึ่งในราคาอ้างอิง ซึ่งมีการปรับขึ้นลงตามภาวะตลาดโลก
ภาษีต่าง ๆ
ประกอบด้วย ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งเป็นรายได้ของภาครัฐและนำไปใช้ในการบริหารประเทศ รวมถึงการพัฒนาท้องถิ่น
กองทุนน้ำมัน
มีหน้าที่รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันภายในประเทศ ลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก รวมถึงสนับสนุนนโยบายด้านพลังงานและพลังงานทางเลือก
ค่าการตลาด
เป็นต้นทุนของธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านการขนส่ง การบริหารสถานีบริการ และต้นทุนการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ
จากโครงสร้างดังกล่าว ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่ได้เปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมันโลกเสมอไป เพราะแต่ละองค์ประกอบมีปัจจัยกำหนดแตกต่างกัน
โครงสร้างราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์
95, E10
สะท้อนต้นทุนหลายส่วน
ข้อมูลโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า ราคาขายปลีกแก๊สโซฮอล์ 95, E10 อยู่ที่ 38.05 บาทต่อลิตร
โดยแบ่งเป็น
-ต้นทุนเนื้อน้ำมัน
21.63
บาทต่อลิตร คิดเป็น
57%
-ภาษีต่างๆ
9.91
บาทต่อลิตร คิดเป็น
26%
-ค่าการตลาด
3.34
บาทต่อลิตร คิดเป็น
9%
-กองทุนน้ำมัน
2.87
บาทต่อลิตร คิดเป็น
8%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ราคาน้ำมันที่ประชาชนจ่ายไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนโรงกลั่นเพียงส่วนเดียว แต่เกิดจากองค์ประกอบหลายด้านร่วมกัน
ทำไมราคาน้ำมันโลกลง แต่ราคาหน้าปั๊มลดลงไม่เท่ากัน
แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะปรับลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะลดลงในอัตราเดียวกัน เพราะราคาขายปลีกไม่ได้อิงเฉพาะราคาน้ำมันดิบเท่านั้น
เมื่อราคาน้ำมันดิบลดลง ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกมักปรับลดลงตาม แต่บางครั้งอาจลดลงน้อยกว่า เนื่องจากปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานของน้ำมันสำเร็จรูปแตกต่างจากน้ำมันดิบ
นอกจากนี้ ราคาขายปลีกหน้าปั๊มยังประกอบด้วยต้นทุนเนื้อน้ำมัน ภาษี และเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยต้นทุนเนื้อน้ำมันจะปรับตามตลาดโลกค่อนข้างเร็ว ขณะที่ภาษีมีแนวโน้มคงที่ ส่วนกองทุนน้ำมันอาจมีการปรับตามนโยบายของภาครัฐเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา
จึงทำให้แม้ราคาน้ำมันโลกจะปรับลดลง แต่ราคาขายปลีกหน้าปั๊มอาจลดลงไม่เท่ากัน หรือปรับลดลงน้อยกว่าที่หลายคนคาดไว้
การอุดหนุนราคาน้ำมันไม่ได้ทำให้ต้นทุนลดลง แต่เป็นการย้ายภาระ
หากราคาหน้าปั๊มจริงอยู่ที่ 30 บาทต่อลิตร แต่รัฐกำหนดให้ขายในราคา 27 บาทต่อลิตร เพื่อบรรเทาภาระของประชาชน ส่วนต่าง 3 บาทต่อลิตรไม่ได้หายไป แต่จะกลายเป็นภาระที่ต้องมีผู้รับผิดชอบ
ภาระดังกล่าวอาจอยู่ในรูปของการใช้งบประมาณของรัฐ การกู้เงิน การใช้กลไกกองทุน หรือการสะสมผลขาดทุนในกิจการของรัฐ ซึ่งท้ายที่สุดอาจย้อนกลับมาเป็นภาระของประชาชนผ่านระบบภาษี
ประสบการณ์จากหลายประเทศสะท้อนให้เห็นว่า การตรึงราคาพลังงานด้วยการอุดหนุนจากภาครัฐ ไม่ได้ทำให้ต้นทุนพลังงานที่แท้จริงลดลง แต่เป็นเพียงการย้ายภาระจากผู้ใช้น้ำมันไปอยู่ในภาระทางการคลังของประเทศ
กรณีของมาเลเซียเป็นตัวอย่างที่สะท้อนเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน โดยรัฐบาลมาเลเซียเคยใช้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนจากราคาพลังงานโลกที่เพิ่มสูงขึ้น แต่เมื่อราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับสูง ภาระการอุดหนุนกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง รัฐบาลมาเลเซียอาจต้องใช้งบประมาณสำหรับการอุดหนุนเชื้อเพลิงสูงถึง
40,000
ล้านริงกิตมาเลเซีย หรือประมาณ
327,000
ล้านบาท ในปี
2569
จากเดิมที่ตั้งงบประมาณไว้ประมาณ
15,000
ล้านริงกิตมาเลเซีย
สะท้อนให้เห็นว่าการอุดหนุนราคาพลังงานสามารถสร้างภาระทางการคลังจำนวนมากได้
กรณีของมาเลเซียจึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า การทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มต่ำลงด้วยการอุดหนุน ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนพลังงานลดลงจริง แต่เป็นการเปลี่ยนผู้รับภาระจากผู้ใช้น้ำมันไปเป็นภาครัฐและผู้เสียภาษี
โรงกลั่นเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงและต้องมีความเชี่ยวชาญ
โรงกลั่นน้ำมันเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลและต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่ใช่เพียงการก่อสร้างโรงงานแล้วจะสามารถดำเนินงานได้ทันที
ตัวอย่างเช่น โครงการ Clean Fuel Project ของไทยออยล์ มีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 160,000 ล้านบาท เป็นมากกว่า 241,000 ล้านบาท และมีดอกเบี้ยระหว่างก่อสร้างอีกกว่า 37,000 ล้านบาท
การบริหารโรงกลั่นต้องอาศัยความรู้หลายด้าน ตั้งแต่การเลือกชนิดน้ำมันดิบให้เหมาะกับเครื่องจักร การวางแผนกำลังการผลิต การบริหารสต็อก การควบคุมความปลอดภัย ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก
หากบริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพ ต้นทุนการผลิตอาจสูงกว่าโรงกลั่นที่มีประสบการณ์ แม้ว่าจะเป็นกิจการของรัฐก็ตาม
คำถามสำคัญไม่ใช่ “รัฐสร้างโรงกลั่นได้หรือไม่” แต่คือ “สร้างแล้วคุ้มค่าหรือไม่”
การมีโรงกลั่นของรัฐอาจมีบทบาทในบางด้าน เช่น การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน หรือเพิ่มทางเลือกในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงโดยอัตโนมัติ
หากประเทศมีกำลังการกลั่นเพียงพออยู่แล้ว การสร้างโรงกลั่นแห่งใหม่อาจไม่ได้ช่วยลดราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ เพราะต้นทุนหลักยังคงขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ภาษี กองทุนน้ำมัน และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
ดังนั้น หากเป้าหมายคือการทำให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม แนวทางสำคัญคือการบริหารต้นทุนพลังงานทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบ กระบวนการกลั่น การขนส่ง โครงสร้างภาษี ไปจนถึงนโยบายพลังงานของประเทศ
เพราะน้ำมันที่ราคาถูกลงจากการอุดหนุน อาจไม่ได้หมายถึงต้นทุนที่ลดลงจริง แต่อาจเป็นเพียงการย้ายภาระไปให้ภาครัฐและผู้เสียภาษีเป็นผู้รับผิดชอบในอนาคต
Tags
กองทุนน้ำมัน
ค่าการกลั่น
พลังงาน
ราคาน้ำมัน
โครงสร้างราคาน้ำมัน
โรงกลั่นน้ำมัน