Thai Financial News Intelligence
Latest article 9 h agoLatest analysis 35 d ago·23326 articles total
← News feed

เปิดโผ 25 หุ้น SET พุ่งเกิน 100% รอบ 8 เดือน SMT แชมป์ทะยานแรง 470%

published 10 h ago · th · source ↗

Article body

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” สำรวจความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 โดยเปรียบเทียบราคาปิด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 กับราคาปิด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 พบว่า มีหุ้นจำนวน 25 หลักทรัพย์ที่ราคาปรับตัวขึ้นมากกว่า 100% ครอบคลุมหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ปิโตรเคมี และอาหาร ทั้งนี้ ดัชนี SET Index ปิดวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่ระดับ 1,595.16 จุด เพิ่มขึ้นจากระดับ 1,259.67 จุด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 จำนวน 335.49 จุด หรือ 26.63% สะท้อนภาพการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี ขณะที่หุ้นรายตัวหลายบริษัทสร้างผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะบริษัทที่มีผลประกอบการฟื้นตัว แผนขยายกำลังผลิต งานในมือสูง หรือได้รับประโยชน์จากธีมการลงทุนใหม่อย่าง AI, Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน อันดับ 1 บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT ราคาปิด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 6.10 บาท เพิ่มขึ้น 5.03 บาท หรือ 470.09% จากระดับ 1.07 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถือเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในกลุ่มที่สำรวจ ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการฟื้นตัวของผลประกอบการ โดยไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 631 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 11 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง รวมถึงคำสั่งซื้อของลูกค้าที่ทยอยฟื้นตัว ส่งผลให้ปริมาณการผลิตและอัตราการใช้กำลังการผลิตปรับตัวดีขึ้น เปิด 22 หุ้น SET พุ่งกว่า 100% รอบ 7 เดือน SMT แชมป์รีเทิร์น 347% กำไรโตยังถูกขาย ส่วนไตรมาส 2/2569 SMT มีรายได้รวม 711 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 40 ล้านบาท ส่งผลให้งวด 6 เดือนแรกปี 2569 มีรายได้รวม 1,313 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% และมีกำไรสุทธิรวม 51 ล้านบาท สะท้อนโมเมนตัมการฟื้นตัวที่ต่อเนื่อง ควบคู่กับการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยเฉพาะความต้องการที่เชื่อมโยงกับ AI, Data Center และ High Performance Computing (HPC) นายพร้อมพงศ์ ไชยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SMT ระบุว่า บริษัทเดินหน้าลงทุนด้านเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และยกระดับศักยภาพการผลิต ภายใต้ Technology Roadmap เพื่อรองรับโอกาสเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาว SMT ยังเดินหน้าสู่การเป็นผู้ให้บริการเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร หรือ True Vertical Integration ผ่านการยกระดับประสิทธิภาพสายการผลิตและลงทุน Automatic Testing Equipment (ATE) รุ่นใหม่ พร้อมเพิ่มศักยภาพด้าน Flip-Chip, Advanced Packaging และ High Density Packaging สำหรับผลิตภัณฑ์ BGA, LGA และ CSP เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงและขยายฐานลูกค้าใหม่ ขณะเดียวกัน บริษัทพัฒนาเทคโนโลยี Wafer Processing รองรับ Photonic Integrated Circuit (PIC) พร้อมติดตั้ง Wafer-Level Serialization และ Automated Optical Inspection (AOI) ระดับ Submicron รวมถึงอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนใน Advanced Wafer Back-End Processes และ Active Alignment เพื่อรองรับตลาด Advanced Packaging และ Photonics ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมในอนาคต อันดับ 2 บริษัท ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TAE ราคาปิด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 1.67 บาท เพิ่มขึ้น 1.17 บาท หรือ 234.00% จากระดับ 0.50 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการพลิกฟื้นของผลประกอบการและราคาจำหน่ายเอทานอลที่ปรับตัวดีขึ้น นางประภัสสร กันทะวงศ์ เลขานุการบริษัท TAE ระบุว่า ไตรมาส 2/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 99.58 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 22.29 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนงวด 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 225.26 ล้านบาท เทียบกับขาดทุนสุทธิ 23.43 ล้านบาทในปีก่อน รายได้รวมไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 651.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.55% ขณะที่งวด 6 เดือนแรกมีรายได้รวม 1,273.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.32% จากราคาจำหน่ายเอทานอลที่เพิ่มขึ้นและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นงวด 6 เดือนเพิ่มขึ้นเป็น 333.14 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 26.48% สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/2569 บริษัทคาดความต้องการใช้เอทานอลทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยมีแรงสนับสนุนจากกลไกกองทุนน้ำมันที่เพิ่มส่วนต่างราคาขายปลีกระหว่างแก๊สโซฮอล์ E10 และ E20 เพื่อจูงใจการใช้ E20 ซึ่งมีแนวโน้มช่วยเพิ่มความต้องการเอทานอลตามไปด้วย ขณะที่บริษัทเดินหน้าบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน อันดับ 3 บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ราคาปิด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 60.50 บาท เพิ่มขึ้น 42.30 บาท หรือ 232.42% จากระดับ 18.20 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 สะท้อนแรงซื้อหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ที่โดดเด่น ควบคู่กับความคาดหวังต่อการเติบโตของผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังปีนี้ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้ม KCE โดยคาดว่าปริมาณการขาย การปรับราคาขายเฉลี่ย และ Product Mix ที่ดีขึ้นจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ ขณะที่ผู้บริหารคาดยอดขายแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ในรูปดอลลาร์สหรัฐช่วงไตรมาส 3/2569 เพิ่มขึ้น 17-19% จากไตรมาสก่อน และอัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มอยู่ที่ประมาณ 25% นอกจากนี้ KCE มีโอกาสปรับราคาขาย PCB เพิ่มอีกราว 10% ในช่วงต้นไตรมาส 4/2569 เพื่อชดเชยต้นทุนวัตถุดิบ CCL ที่สูงขึ้น ขณะที่การมี บริษัท ไทยลามิเนต แมนูแฟคเจอเรอร์ จำกัด (TLM) อยู่ในห่วงโซ่การผลิต ช่วยรองรับความต้องการลามิเนตเกือบทั้งหมด เพิ่มความมั่นคงด้าน Supply และลดแรงกดดันจากต้นทุนได้มากกว่าผู้ประกอบการที่ไม่มีการผลิตแบบครบวงจร สำหรับปี 2570 ผู้บริหารคาดรายได้เติบโตมากกว่า 20% จากทั้งปริมาณและราคาขาย รวมถึงโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดจากการโยกย้ายคำสั่งซื้อของลูกค้าสหรัฐ ขณะที่บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาลงทุนโครงการโรจนะ เฟส 1 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตอีก 1 ล้านตารางฟุตต่อเดือน หรือประมาณ 30% ของกำลังผลิตปัจจุบัน ด้วยงบลงทุนราว 4,000-6,000 ล้านบาท KS จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” KCE พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นจาก 45 บาท เป็น 60 บาท เพื่อสะท้อนประมาณการกำไรที่เพิ่มขึ้นและแนวโน้มธุรกิจที่แข็งแกร่ง อันดับ 4 บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CNT ราคาปิด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 3.26 บาท เพิ่มขึ้น 2.25 บาท หรือ 222.77% จากระดับ 1.01 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยราคาหุ้นที่ปรับตัวโดดเด่นสอดคล้องกับการฟื้นตัวแรงของผลประกอบการและแนวโน้มงานใหม่ที่เพิ่มขึ้น ไตรมาส 2/2569 CNT มีรายได้รวม 3,733 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.5% และมีกำไรสุทธิ 159.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 19.2 ล้านบาทในไตรมาสก่อน ขณะที่งวด 6 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 178.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 714.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รับแรงหนุนจากการรับรู้รายได้งานก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นและประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนโครงการที่ดีขึ้น ด้านแผนธุรกิจ CNT เดินหน้าเร่งเติมงานในมือ โดยช่วงครึ่งแรกปี 2569 เข้าร่วมประมูลงาน 23 โครงการ มูลค่ารวม 24,260 ล้านบาท และชนะงานแล้ว 7 โครงการ มูลค่า 10,916 ล้านบาท ขณะที่มี Backlog ประมาณ 25,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าเพิ่มเป็น 30,000 ล้านบาท ในช่วงครึ่งหลังปีนี้ บริษัทมุ่งรับงานที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ Data Center รวมถึงงานเฉพาะทางอย่าง Liquid Bulk Terminal, LNG Tank และ Warehouse โดยงาน Data Center มีสัดส่วนสำคัญในงานในมือ และบริษัทคาดว่ามูลค่าโครงการที่ได้รับตลอดปี 2569 มีโอกาสสูงกว่า 30,000 ล้านบาท ถือเป็นฐานรายได้สำคัญรองรับการเติบโตในระยะถัดไป อันดับ 5 บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA ราคาปิด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 47.25 บาท เพิ่มขึ้น 30.95 บาท หรือ 189.88% จากระดับ 16.30 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยราคาหุ้นได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของผลประกอบการและความคาดหวังต่อรายได้ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ไตรมาส 2/2569 HANA มีกำไรสุทธิ 326.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 838.35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 34.78 ล้านบาท รับแรงหนุนจากยอดขายและกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการพลิกกลับมามีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยรายได้จากการขายอยู่ที่ 5,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% ขณะที่ยอดขายในรูปดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 5% เป็น 165 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 10.7% จาก 9.4% จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของหน่วยงานเซมิคอนดักเตอร์และ Power Master Semiconductor (PMS) ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานปกติเพิ่มขึ้น 84% เป็น 278 ล้านบาท จาก 151 ล้านบาท ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS มองว่า แนวโน้มธุรกิจ HANA ยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว โดยรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI จากลูกค้าหลัก 2 ราย จะเริ่มรับรู้ตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 และเร่งขึ้นในไตรมาส 4 ก่อนรับรู้เต็มปีในปี 2570 ขณะที่โรงงานในรัฐโอไฮโอ สหรัฐ มีแนวโน้มพลิกกลับมามีกำไรในไตรมาส 4/2569 ส่วนธุรกิจ PMS ในเกาหลีใต้มีโอกาสฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในปีหน้า FSS คาดกำไรไตรมาส 3/2569 จะเติบโตทั้งจากไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน ก่อนเร่งตัวต่อในไตรมาส 4 พร้อมประเมินกำไรปี 2569 และ 2570 เติบโต 79% และ 73% ตามลำดับ และแนะนำ “ซื้อ” HANA ราคาเป้าหมาย 53 บาท ส่วนหุ้นที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นอันดับถัดมา ได้แก่ STECON เพิ่มขึ้น 189.76%, FORTH เพิ่มขึ้น 178.26%, INSET เพิ่มขึ้น 177.91%, GUNKUL เพิ่มขึ้น 171.05%, IRPC เพิ่มขึ้น 170.71%, CFRESH เพิ่มขึ้น 169.01%, TEAM เพิ่มขึ้น 152.17%, GEL เพิ่มขึ้น 150.00%, EASTW เพิ่มขึ้น 145.45% และ SINGER เพิ่มขึ้น 135.66% ตามด้วย MIDA เพิ่มขึ้น 135.00%, TFG เพิ่มขึ้น 124.22%, SPRC เพิ่มขึ้น 123.73%, EPG เพิ่มขึ้น 120.07%, CTW เพิ่มขึ้น 118.54%, BBGI เพิ่มขึ้น 116.07%, BCP เพิ่มขึ้น 114.42%, PTTGC เพิ่มขึ้น 111.90%, CCET เพิ่มขึ้น 110.18% และ AJ เพิ่มขึ้น 104.26% ภาพรวม 25 หุ้นดังกล่าวสะท้อนว่า การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยในช่วง 8 เดือนแรกปี 2569 กระจายตัวไปยังหุ้นหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริษัทที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ทั้งการพลิกฟื้นของกำไร การเติบโตของคำสั่งซื้อ การเพิ่มกำลังผลิต Backlog ที่แข็งแกร่ง ตลอดจนการรับประโยชน์จากเมกะเทรนด์ AI, Data Center, Semiconductor, FDI และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความคาดหวังต่อการเติบโตของผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังปี 2569 และต่อเนื่องไปยังปี 2570 Tags HANA Data Center CNT STECON BCP AI IRPC FORTH TAE KCE SMT SPRC TFG CCET SET ข่าวหุ้นธุรกิจ หุ้นเด่น KAOHOON PTTGC หุ้นไทย GUNKUL INSET